วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

หรือจะเป็นเซ็บเดิร์ม


เมื่อหลายวันก่อน อิชั้นนำเอาเรื่องราวความผิดปกติของผิวตัวเองมาเล่าให้ฟังน่ะนะคะ ว่าจู่ ๆ ผิวบริเวณใต้จมูกเหนือริมฝีปากบนและใต้ริมฝีปากล่างฝั่งซ้าย จู่ ๆ ก็เกิดอาการ แดง ตึง คัน แห้ง แตก ลอก แถมยังมีชั้นผิวขาว ๆ แห้งกรังเป็นแผ่นคลุมอยู่บนบริเวณที่เป็นจนน่าเกลียดอีกด้วย

หะแรกอิชั้นก็คิดอยู่ว่า อาการผิดปกติเช่นนี้ต้องเกิดจากการที่ผิวบนใบหน้าต้องเผชิญกับอาการมีตัวไรฝุ่นซึ่งทวีจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติแหงเลย ซึ่งก็นะ หากเป็นตัวไรฝุ่นจริงก็คงต้องรีบหาหมอเพื่อที่จะรักษาให้หายหรือบรรเทาอาการลงโดยเร่งด่วน เพราะตอนนั้นมันวิกฤติสุด ๆ ละ กลางวันก็คัน แสบร้อนผิวจนแทบจะอยู่ไม่ได้ ส่วนกลางคืนก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันอยากแต่จะเกา ๆ ๆ แกะ ๆ ๆ ผิวแห้งแดงร้อนวาบ ๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนมันกำลังอักเสบใต้ชั้นผิวอย่างเต็มพิกัด

กำลังคิดจะไปหาหมอแน่ ๆ อยู่ทีเดียวฮ่ะ เผอิ้นนน..ว่าช่วงจังหวะที่รอเวลาว่างของตัวเองที่จะไปพบหมอ อิชั้นก็ดันค้นดั้นด้นหาวิธีการรักษาอาการที่เป็นไปเรื่อย ๆ ในอินเตอร์เน็ตจนกระทั่งมาเจอกับลักษณะอาการที่คล้่ายคลึงกับที่ตัวเองเป็น ใน"โรคผิวหนัง" อีกชนิดเข้าซะก่อน


"โรคเซ็บเดิร์ม" ก็คืิอโรคผิวหนังชนิดนั้นค่ะ

โรคเซ็บเดิร์ม คือ โรคอะไร,มีสาเหตุจากไหน,ลักษณะอาการอย่างไร,รักษาหายมั้ย และมีวิธีการรักษาอย่างไร แล้วไอ้ที่อิืชั้นเป็นอยู่นี่ มันคือโรคเซ็บเดิร์มรึเปล่า เดี๋ยวเรามทะยอยทำความรู้จักกับไอ้เจ้าโรคนี้กันนะคะ

อันดับแรกที่เราจะมาคุยและสืบค้นข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน นั่นก็คือ โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) คือโรคอะไร โรคเซ็บเดิร์มนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "โรคผิวหนังอักเสบ" ค่ะ ซึ่งโรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มโรคภูมิแพ้ผิวหนังซึ่งแม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุการเกิดอย่างแน่ชัด แต่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังไม่ติดต่อที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับโรครังแคและโรคสะเก็ดเงิน (ปัจจุบันนี้แพทย์ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า สาเหตุของการเกิดโรคน่าจะมาจากเชื้อรา,เชื้อยีนสฺ์ หรือกรดไขมันจำเป็นบางชนิดภายในร่างกายน่ะนะคะ)

โรคเซ็บเดิร์มนั้นเกิดขึ้นกับคนวัยไหนบ้าง โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเจริญพันธุ์ พบได้บ่อยในผู้ที่มีผิวมันและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันหรือมีภูมิต้านทานโรคบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเซ็บเดิร์มอย่างรุนแรง และมีปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี HIV ก็ควรที่จะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อ HIV ร่้วมด้วยเสมอ

ในตอนหน้าของบล็อกเราจะมาล้วงลึกถึงข้อสันนิษฐานของการเกิดโรคเซ็บเดิร์มกันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ



ภาพประกอบจาก http://scarletnat.blogspot.com/2013/05/seborrhoeic-dermatitis-seb-derm-in.html